ไทย  |  EN  
       
   หน้าแรก
   Journal Information
     ติดต่อ
   Manuscript Submission
   Other Publications
   Related Links
     TCI
     TRF
     Journal Link
 
 

          ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์วารสารภาษาและวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล

          วารสารภาษาและวัฒนธรรม มีเป้าหมายสำคัญในการที่จะเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพในการศึกษาวิจัยในด้านภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา ภาษาและการสื่อสาร มานุษยวิทยา และการพัฒนาชุมชน โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่มีความน่าสนใจ ทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

          วารสารภาษาและวัฒนธรรมมีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ในเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคมของทุกปี ผู้สนใจสามารถส่งบทความวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อการพิจารณาตีพิมพ์เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ โดยสามารถดูคำ แนะนำ สำหรับผู้เขียนและรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.lc.mahidol.ac.th/lcjournal/notes-for-authors.htm

          ทั้งนี้ บทความทุกเรื่องที่ส่งมาเพื่อการพิจารณาตีพิมพ์ลงในวารสารภาษาและวัฒนธรรม จะได้รับการอ่านและการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน และบทความเรื่องนั้นๆ ต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน จึงจะสามารถตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสารฯ ได้ นอกจากนี้ กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์การบรรณาธิกร รวมถึงลำดับการตีพิมพ์ก่อน-หลัง ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นหรือข้อสรุปในบทความทุกเรื่อง ถือเป็นผลงานวิชาการของผู้เขียน โดยกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย


 
 บทความล่าสุด (ฉบับ 35 - พิเศษ)
 

การสื่อสารระหว่างประเทศและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พนิดา จงสุขสมสกุล (pinitta@gmail.com)

บันทึกประวัติศาสตร์ในแผ่นดินสมัยสมเด็จพระนเรศวรมีปรากฏหลักฐานอยู่มากมาย ซึ่งยังไม่ได้รับการกล่าวขานมาจนกระทั่งปัจจุบันในรูปแบบภาพยนตร์และสื่อมวลชนต่างๆ และโดยส่วนใหญ่จะเน้นไปทางด้านการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ การเอาชนะศัตรู การขยายอาณาเขตดินแดน หรือในมิติทางด้านสุขภาพ วัฒนธรรม ภาษา และศาสนา มีเอกสารที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศถึงแสนยานุภาพของสมเด็จพระนเรศวรอยู่เช่นเดียวกัน โดยจะเป็นการนาเอามาใช้เพื่อการอ้างอิงเป็นหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนของประเด็นสำคัญต่างๆ สำหรับในแขนงการสื่อสารระหว่างประเทศยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ทำให้ผู้วิจัยสนใจวิเคราะห์มุมมองภารกิจของพระองค์ด้านการทูตที่ต้องอาศัยทักษะทางการสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ เนื่องจากในยุคสมัยนั้นเทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่ได้พัฒนาให้ทันสมัยและรวดเร็วอย่างเช่นในปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น การสื่อสารระหว่างบุคคลที่มีความแตกต่างทางด้าน ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อเบื้องหลัง ย่อมเป็นปสรรคสำคัญที่จะทำให้พระองค์ทรงพาลานุภาพอีกด้านที่ยิ่งใหญ ่เพื่อสานสัมพันธไมตรีกับบุคคลทั่วโลกที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับประเทศสยามในครานั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร วิเคราะห์วิธีการสร้างความสัมพันธ์และกระบวนการสื่อสารระหว่างประเทศในช่วงเวลาปกครองของพระองค์ และเพื่อหาแบบแผนการสื่อสารระหว่างประเทศในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัย และนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกในสมเด็จพระนเรศวรผ่านมิติการสื่อสารระหว่างประเทศ

คำสำคัญ: สมเด็จพระนเรศวร, การสื่อสารระหว่างประเทศ, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม

 
 

รัฐในประวัติศาสตร์อยุธยา : ข้อถกเถียงว่าด้วยสภาพสังคมวัฒนธรรมและอำนาจการเมืองในประวัติศาสตร์นิพนธ์ร่วมสมัย
กำพล จำปาพันธ์ (Kampol2551@gmail.com)

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับ "รัฐ" ในประวัติศาสตร์นิพนธ์อยุธยาร่วมสมัยว่ามีแนวคิดในการมองและศึกษารัฐและสังคมอยุธยาอย่างไรบ้างตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาที่เกิดความก้าวหน้าในวงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษานั้นได้ส่งผลทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ "รัฐอยุธยา"จาก "รัฐจารีต" "รัฐมณฑล" สู่ "รัฐเมืองท่า" และ "สังคมนานาชาติ" โดยแต่ละแนวคิดและวิธีวิทยายังคงมีนักวิชาการใช้ศึกษาและผลิตผลงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

คำสำคัญ: รัฐอยุธยา, ประวัติศาสตร์นิพนธ์อยุธยาร่วมสมัย, รัฐมณฑล, รัฐจารีต, รัฐเมืองท่า, สังคมนานาชาติ

 
 

ไบเบิลกับประเทศโลกที่สาม เครื่องมือบุกเบิกทางวัฒนธรรม
ยศไกร ส. ตันสกุล (yosakrai08@hotmail.com)

บทความนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไบเบิลและกลุ่มประเทศโลกที่สาม ตั้งแต่การเริ่มเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในศตวรรษแรกจนถึงยุคอาณานิคม โดยเฉพาะการศึกษาไบเบิลในบริบทของการเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม ที่สาวกชาวคริสต์ได้ใช้ในการเผยแพร่ให้เข้าถึงคนท้องถิ่นในประเทศโลกที่สามได้

แรกเริ่มเดิมทีไบเบิลเขียนโดยภาษาละติน ดังนั้นจึงมีข้อจำกัดในการเผยแผ่คำสอนออกไป และการแปลไบเบิลหลายฉบับในช่วงแรกนั้นไม่สามารถแปลแบบคำต่อคำได้ เพราะคนท้องถิ่นไม่สามารถทำความเข้าใจในเนื้อหาของไบเบิลได้มากพอ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดัดแปลงเนื้อหาและคำสอนบางประการ เพื่อให้สอดคล้องเข้ากับตำนานท้องถิ่นหรือศาสนาดั้งเดิมของประเทศเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม นี่นับว่าเป็นความสำเร็จและอำนาจพิเศษของไบเบิลในแง่ของภาษาและวัฒนธรรม ที่ทำให้ได้มาซึ่งอำนาจแห่งศรัทธาและความเชื่ออันสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใดในโลกในยุคปัจจุบัน ไบเบิลจึงเป็นต้นแบบของเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่น่าศึกษาต่อไป

คำสำคัญ: ไบเบิล, กลุ่มประเทศโลกที่สาม, เครื่องมือทางวัฒนธรรม, การเผยแผ่ศาสนา, ยุคอาณานิคม,ภาษา

 
 

มองคานธีผ่าน "เจตจำนงที่จะมีอำนาจ" ตามทัศนะของนิทเชอ
พุมรี อรรถรัฐเสถียร (pummaree.a@psu.ac.th)

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังทำลายตัวตนที่แท้จริง จนในที่สุดสิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นนายของมนุษย์ แนวความคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเรียกร้องให้มนุษย์หันมาทบทวนถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ฟรีดริช นิทเชอ (1844-1900) เป็นนักปรัชญาอัตถิภาวนิยมท่านหนึ่งที่เสนอแนวความคิดโดยการปฏิเสธคำสอนของศาสนา นิทเชอได้อธิบายไว้ในหนังสือ "พระเจ้าตายแล้ว ดังนั้นพูดซาราธุสตรา" (Thus spoke Zarathustra) โดยมีตัวละครเอกชื่อว่า "ซาราธุสตรา" เป็นผู้ถ่ายทอดความคิดในเรื่อง "เจตจำนงที่จะมีอำนาจ" (The Will to Power) เป็นพลังที่อยู่เบื้องหลังผลักดันขั้นมูลฐานของชีวิตให้ทะยานไปสู่อำนาจจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันสร้างสรรค์ หากรู้จักควบคุมใช้ในทางสร้างสรรค์ บุคคลคนนั้นก็จะมีอำนาจอย่างแท้จริง เหมือนดังเช่น มหาตมะ คานธี ( 1869-1948) ที่เสนอความคิดเรื่อง "สัตยาเคราะห์" (Stayagraha) อันเป็นกฎเกณฑ์และหลักการปฏิบัติที่ได้ผ่านการคิดตรึกตรองและทดลองด้วยตนเองมาตลอดชีวิต คานธีได้ใช้ "เจตจานงที่จะมีอำนาจ" ไปในทางสร้างสรรค์ด้วยการสำรวจตรวจสอบและควบคุมตนเองทั้งทางร่างกาย และจิตใจมิให้ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา แต่ก็มิใช่ขจัดมันตามความเชื่อของศาสนา การดำเนินชีวิตของคานธีเป็นไปตามแบบที่ตนเองเป็นจนกลายเป็นแบบอย่างให้มนุษยชาติได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม

คำสำคัญ: เจตจำนง, อำนาจ, เจตจำนงที่จะมีอำนาจ, สัตยาเคราะห์

 
 

พิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่น : สื่อวัฒนธรรมร่วมสมัยในยุคโลกาภิวัตน์
นรุตม์ โล้กูลประกิจ (sagucantaloupe@hotmail.co.th)

บทความฉบับนี้เป็นการนำเสนอมุมมองต่อพิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่นแบบใหม่ เมื่อพิพิธภัณฑ์ไม่ได้รับใช้รัฐชาติแค่เฉพาะเขตพรมแดนในแผนที่อย่างในอดีตอีกต่อไป แต่ยังถูกพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่ของการส่งสารวัฒนธรรมออกไปสู่โลกในยุคโลกาภิวัตน์ได้ด้วย

จากความสำเร็จของญี่ปุ่นในการสร้างเอกภาพทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งบนความแตกต่างหลากหลายของท้องถิ่น และนำเสนอเรื่องราวของตัวเองผ่านพิพิธภัณฑ์ ทำให้พิพิธภัณฑ์ในญี่ปุ่นกลายเป็นห้องรับแขกของชุมชน สามารถนำเอาเรื่องราวของตนมาทำเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมและส่งออกผ่านพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบของ "สินค้า (วัฒนธรรม) ที่มองไม่เห็น" ในขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์เองก็ได้รับการผนวกรวมเข้ากับแผนการท่องเที่ยว จนทำให้พิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่นกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถส่งออก "ความเป็นญี่ปุ่น" ไปสู่โลกได้อย่างทรงประสิทธิภาพในรูปแบบของ soft power ทางวัฒนธรรม

คำสำคัญ: พิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่น, สื่อ, การส่งออกวัฒนธรรม, โลกาภิวัตน์, วัฒนธรรมข้ามพรมแดน

 
 

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในสังคมเขมร
ชาญชัย คงเพียรธรรม (ganesanee96@gmail.com)

สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในสังคมเขมร ได้แก่ นาคกับโค ความเชื่อเรื่องนาคในสังคมเขมรนั้นเป็นความเชื่อดั้งเดิม คนเขมรเชื่อว่านาคเป็นบรรพบุรุษของตนดังปรากฏในตำนานเรื่อง "พระทองนางนาค" คติเดิม "นาค" ในความเข้าใจของคนเขมรน่าจะหมายถึง งูใหญ่ ต่อมาเมื่อศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเผยแผ่เข้ามา ความเชื่อเรื่องงูใหญ่จึงผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนากลายเป็นนาคตามแบบพราหมณ์และพุทธในที่สุด ขณะที่ความเชื่อเรื่องที่ว่า โคเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นความเชื่อที่คนเขมรรับมาจากศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ที่นับถือโคนันทิในฐานะเทพพาหนะของพระอิศวร คติความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่คติความเชื่อดั้งเดิมแต่อย่างใด

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือ การทำให้ความหมายของนาคและโคในศาสนาพราหมณ์เปลี่ยนไปจากเดิม คือทำให้กลายเป็นเขมร หลังจากที่ศาสนาพราหมณ์ค่อยๆ เสื่อมลงไปพร้อมกับการล่มสลายของเมืองพระนคร เห็นได้จากการผูกนิทานเรื่อง "พระเจ้าขี้เรื้อน" ขึ้น เพื่ออธิบายภาพสลักตอนพระกฤษณะปราบนาคกาลิยะ หรือนิทานพื้นบ้านเรื่อง "พระโค พระแก้ว" ที่เปลี่ยนจากโคนันทิให้กลายมาเป็นโควิเศษตามแบบเขมร

นาคและโคถูกนำมาใช้ในเชิงสัญลักษณ์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง เช่น การใช้นาคเพื่อแสดงความเป็นผู้มีบุญ การใช้โคเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการสร้างบ้านแปงเมือง รวมทั้งปลุกกระแสชาตินิยมของคนเขมรขึ้น

คำสำคัญ: สัตว์ศักดิ์สิทธิ์, สังคมเขมร, การสื่อสารและอำนาจ

 
 

จงรักนวลสงวนกาย : อำนาจรัฐไทยในแบบเรียนสุขศึกษา
ปัณณพร เทพพานิช (pannaporn1990@gmail.com)

งานวิจัยชิ้นนี้ใช้แบบเรียนสุขศึกษาและพละศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมโนทัศน์ของรัฐไทยในการปลูกฝังทัศนคติ และสะท้อนความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับเพศศึกษาให้กับวัยรุ่น เมื่อวาทกรรมเรื่องเพศศึกษาได้กลายมาเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้กำหนดกรอบพฤติกรรมแห่งเพศสภาวะ ที่รัฐเห็นสมควรอยากจะให้ประชาชนปฏิบัติ แต่กลับลิดรอนสิทธิความเป็นเพศวิถีของปัจเจกชน ปัญหาที่ตามมาคือ จะมีประชาชนสักกี่คนที่สามารถปฏิบัติตามภาพในอุดมคตินี้ได้ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่มโนทัศน์ในแบบเรียนยังไม่ถูกปรับปรุง เพื่อให้เข้ากับสภาพสังคมในปัจจุบันเท่าที่ควร สภาพสังคมไทยในปัจจุบันจึงเกิดความลักลั่นย้อนแย้งในตัวเอง และมีแนวโน้มที่จะเกิดความไม่เท่าเทียม ตลอดจนเกิดการตัดสินคุณค่ามนุษย์อย่างไม่เป็นธรรมจากวาทกรรมทางเพศเกี่ยวกับชายและหญิงที่แบ่งแยกกันอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งวาทกรรมที่ให้คุณค่าแก่เพศชายและหญิงนี้ยังได้บ่มเพาะทัศนคติที่เบียดขับเพศนอกกรอบ ให้ต้องใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีข้อจากัด

คำสำคัญ: แบบเรียนไทย, รัฐชาติ, เพศวิถี, เพศสภาวะ

 
 

ผู้หญิงอุ้มบุญ : ชาติพันธุ์วรรณนาของปฏิบัติการสร้าง "ภาพลักษณ์" ของการแพทย์ชีวภาพในประเทศไทย
สุมนมาลย์ สิงหะ (sumonmarnsingha@hotmail.com)

บทความนี้ต้องการนำเสนอความคิดรวบยอดของแนวคิดมานุษยวิทยาการแพทย์ว่าด้วย "ร่างกาย" และการเจริญพันธุ์ข้ามแดนด้วยวิธีการศึกษาเรื่องเล่าประสบการณ์ผู้หญิงรับตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ (Commercial Surrogacy) ผู้ศึกษาสำรวจสถานะความรู้การตั้งครรภ์แทนผ่านการทบทวนวรรณกรรมต้นแบบความเป็นแม่ร่วมสมัยและความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ที่มาท้าทายต้นแบบความเป็นแม่และครอบครัวเกือบ 3 ทศวรรษ และลงภาคสนามศึกษาประสบการณ์ผู้หญิงตั้งครรภ์แทนที่ชุมชนนาใหม่ (นามสมมุติ) อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้อค้นพบการศึกษา ผู้หญิงรับการตั้งครรภ์แทนได้ปฏิรูปความหมายของจริยธรรมความเป็นแม่ 3 ประการ 1) การตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ได้ข้ามพ้นกับดักคู่ตรงข้ามระหว่าง "การตั้งครรภ์ธรรมชาติ" และ "การตั้งครรภ์ประดิษฐ์" จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ไปสู่เรื่องเล่าที่สร้างความหมาย ซึมซับ รับรู้ความเป็นแม่ผ่านภาพทัศนาวัฒนธรรม "อัลตราซาวนด์" ในฐานะเครื่องมือจัดการอารมณ์ทางวัฒนธรรมที่ผู้หญิงตั้งครรภ์แทนต่างเลือกรับและปฏิเสธอย่างไร 2) ผู้หญิงรับตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ให้ความหมายงานและ "มดลูก" เป็นพื้นที่ทำงานที่กระตือรือร้น (active workplace) เพื่อการสร้างครอบครัวผ่านพื้นที่ตลาดไร้พรมแดนจากกรณีศึกษา 15 ตัวอย่าง 3) ผู้หญิงรับตั้งครรภ์แทนหยิบใช้ความรู้แฝงฝังอยู่กับร่างกายที่มีประสบการณ์ (implicit memory) ตั้งครรภ์ให้ความหมายจริยธรรม ความเป็นแม่ที่โอบอุ้มโลกศรัทธาของตนในบริบทวัฒนธรรม สรุปส่วนท้าย ผู้ศึกษาสังเคราะห์ลักษณะเฉพาะการตั้งครรภ์แทนกรณีประเทศไทย และเสนอแนวทางศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาเพศสภาพ (ethno-gender identity) เพื่อสร้างความเข้าใจภาพลักษณ์ของการแพทย์ชีวภาพ จินตนาการสุขภาพ และสร้างข้ออภิปรายเชิงสังคมให้กว้างขวางมากขึ้น

คำสำคัญ: การตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์, เทคโนโลยีช่วยตั้งครรภ์, การเจริญพันธุ์ข้ามแดน, ฉายอัลตราซาวนด์

 
 

ภาษากับอุดมการณ์ : วาทกรรมนมแม่ในสังคมออนไลน์
เพ็ญนภา คล้ายสิงห์โต (offy49@gmail.com)

งานวิจัยนี้เป็นการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อสืบหาอุดมการณ์ความเป็นแม่ที่แฝงอยู่ในการใช้ภาษาบนเฟซบุ๊กซึ่งเป็นการสื่อสารในสังคมออนไลน์ที่แพร่หลายมากที่สุด งานวิจัยนี้สนใจศึกษากลวิธีทางภาษาในเพจ "สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ" ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์การให้นมแม่ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือ 1) ศึกษากลวิธีทางภาษาที่ปรากฏในวาทกรรมนมแม่บนเฟซบุ๊ก 2) กลวิธีทางภาษาดังกล่าวตอกย้ำ ผลิตซ้ำอุดมการณ์ความเป็นแม่อย่างไรบ้าง ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์คือข้อมูลที่แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจแสดงบนเฟซบุ๊กตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2557 ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีทางภาษาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) กลวิธีทางอรรถศาสตร์ เช่น การใช้คำเปรียบเทียบ, การใช้คำปฏิเสธ และ 2) กลวิธีทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ เช่น การใช้วัจนกรรม มูลบท เป็นต้น จากกลวิธีทางภาษาที่ปรากฏสื่อความหมายว่านมแม่เป็นสารอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูก และตอกย้ำ ผลิตซ้ำ อุดมการณ์ความเป็นแม่ บทบาทความเป็นแม่ในสังคมสมัยใหม่ที่ต้องต่อสู้กับความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรในอดีต

คำสำคัญ: วาทกรรมเฟซบุ๊ก, นมแม่, อุดมการณ์, การวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์

 
 

งานวิชาการนอกกระดาษ : สื่อใหม่และอำนาจ
ภรณี แก้วบวร (phoranee.kae@mfu.ac.th)

บทความเรื่องนี้สะท้อนความพยายามที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ทางสังคมให้กับงานวิชาการ ในลักษณะของการนำเสนอช่องทางของการเข้าถึงความรู้จากงานวิจัยที่ง่ายและกว้าง งานวิจัยนั้นจะสื่อด้วยงานเขียน และช่องทางสื่อเป็นบทความวิจัยหรือบทความวิชาการ ซึ่งจะบรรจุไว้ในกระดาษ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคในสองประการคือ สื่อการเขียนประกอบไปด้วยสารที่เป็นทฤษฏี ภาษา ศัพท์ รวมถึงการนาเสนอที่เป็นทางการ ซึ่งผู้เสพสารก็จะอยู่ในแวดวงเฉพาะผู้ที่มีความรู้หรือคลุกคลีกับการใช้ภาษาวิชาการ อาทิ นักวิชาการ ครู อาจารย์ หรือผู้สนใจเฉพาะ ทำให้การเข้าใจงานของคนทั่วไปที่อาจไม่คุ้นชินกับการใช้ภาษาวิชาการเป็นไปไม่ราบเรียบ ทั้งข้อจำกัดของเวลาและรูปแบบ อีกประการคือ ช่องทางของสื่อวิจัย มีการพิมพ์ผ่านวารสารหรืองานประชุมวิชาการ และนำไปจำหน่ายตามร้านหนังสือหรือวางตั้งในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ทำให้งานที่มีค่าไม่เดินทางสู่โลกภายนอกเท่าที่ควร คนหลายกลุ่มในสังคมต้องพลาดงานที่เป็นประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจของการรับรู้งานวิชาการ สารประโยชน์ถูกลดทอนลงเนื่องจากเหตุผลสองประการเช่นกัน คือ สารที่เป็นภาษาเขียน เป็นงานวิชาการที่เข้าถึงยาก สื่อและช่องทางสื่อไม่ได้เข้าถึงคนทุกกลุ่มในสังคม งานทรงคุณค่ามากมายอาจไม่ได้ถูกนำไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเฉกเช่นที่ผู้ทาวิจัยต้องการ แสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดทิศทางของความรู้ไม่ใช่ผู้ผลิตสารหรือผู้เสพสารในวงกว้างอย่างแท้จริง ครั้นเมื่อนำงานวิจัยเดินทางออกนอกกระดาษ ผ่านภาษาพูดที่เข้าใจ และสามารถเข้าถึงซึ่งความรู้ได้ทุกมิติด้วยการใส่รหัส ถอดรหัสสื่อใหม่ของ-Stuart Hall สู่สื่อวิทยุที่หลากหลายสาขาอาชีพได้สัมผัสส่งตรงไปหาความทันสมัย ด้วยสื่อออนไลน์ที่ผู้รับสารมีอำนาจกำหนดการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยตนเอง ตามแนวคิดการใช้ประโยชน์จากสื่อ Uses and Gratification ทั้งยังเชื่อมโยงแนวคิดการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรมด้านสื่อ (Mediascapes) ที่แสดงพลังของสื่อที่ไร้ขีดจำกัดของ Arjun Appadurai โดยมองปรากฏการณ์ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์

การนำสารที่เป็นงานวิชาการโดยเฉพาะงานวิจัยที่ทรงคุณค่าเดินทางออกนอกกระดาษสู่สื่อสาธารณะโดยไม่จำกัดผู้เสพสารนี้ เป็นภาพลักษณ์ของสื่อใหม่ที่สร้างอานาจในการรับรู้งานวิชาการ และเปิดพื้นที่ของความมีสาระสู่การต่อยอดทางความคิด เพื่อประโยชน์ในสังคมที่จับต้องได้จริง

คำสำคัญ: งานวิชาการ, งานนอกกระดาษ, สื่อใหม่

 
 

กระบวนการจัดการความรู้ผ่านการถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนฮากกาออนไลน์: ความสำเร็จและความท้าทาย
ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร (ungsitipoonporn@yahoo.com)
กุมารี ลาภอาภรณ์ (kumareela@gmail.com)

www.hakkapeople.com เป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อนำเสนอเรื่องราวของชาวฮากกา ซึ่งถือเป็นการอนุรักษ์สืบสานภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คนรุ่นต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้ชาวฮากกา ตลอดจนผู้ที่มีความสนใจในเรื่องของชาวฮากกา มาพูดคุยแลกเปลี่ยน หรือนำเสนอความคิดเห็นต่างๆ จนกลายเป็นชุมชนออนไลน์ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และโต้ตอบกันไปมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาผู้เขียนมีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีพื้นที่ชุมชนชัดเจน แต่ยังไม่เคยทำงานกับกลุ่มคนผ่านเว็บไซต์ จึงนับเป็นความท้าทายทั้งในเชิงกระบวนการและการบริหารจัดการ

ผู้เขียนได้เห็นความสำคัญของการถ่ายทอดความรู้ของชาวฮากกา โดยเฉพาะความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) จึงทำให้เกิดงานวิจัยในโครงการ "พลังภาษาและวัฒนธรรมในการส่งเสริมการถ่ายทอดภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน ผ่านชุมชนออนไลน์ : กรณีศึกษากลุ่มจีนฮากกา" โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสนับสนุนศักยภาพของเจ้าของภาษาและวัฒนธรรมในการฟื้นฟูภูมิปัญญา เพื่อยกระดับแหล่งเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมบนเว็บไซต์ ให้เป็นแหล่งศึกษาและอ้างอิงเชิงวิชาการได้ และเพื่อสร้างชุดความรู้ภูมิปัญญาในรูปแบบต่างๆบนเว็บไซต์ ด้านภาษาและวัฒนธรรม เป็นการฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน จากการดำเนินการในโครงการวิจัยนี้ กระบวนการถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนฮากกาออนไลน์ นับว่าเป็นต้นแบบของกระบวนการจัดการความรู้ในสังคมดิจิตอลได้แบบหนึ่ง

ผลการวิจัยพบว่า ผลสำเร็จของโครงการบรรลุเป้าหมายส่วนหนึ่ง โดยความสามารถของสมาชิกที่มีศักยภาพและความตั้งใจเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับชาวฮากกา เพื่อเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ จนทำให้เกิดผลสำเร็จ แต่ในระหว่างดำเนินงานมีปัญหาอุปสรรคหลายประการ เช่น สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ทราบวิธีการเขียนบทความเชิงวิชาการ ทั้งยังเป็นการทำด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ จำเป็นต้องมีวิธีการให้กำลังใจที่ดีพอ จึงจะผลิตผลงานได้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งคือ การดำเนินงานโครงการวิจัยนี้ ทำให้ชาวฮากกาเกิดความรัก ความห่วงแหนในชาติพันธุ์ตนเอง ดังจะเห็นได้จากความอนุเคราะห์หลายๆ ด้าน จากสมาคม ฮากกาในจังหวัดที่ได้จัดกิจกรรม เสมือนเป็นพี่น้องกันโดยแท้

คำสำคัญ: การจัดการความรู้, ฮากกาออนไลน์, การถ่ายทอดความรู้, ภาษาและวัฒนธรรมฮากกา

 
 

ลักษณะเด่นของคำกริยาในภาษาวัยรุ่นไทย
อาภิสรา พลนรัตน์ (thaicmu@gmail.com)
กิติมา อินทรัมพรรย์ (fhumkmi@ku.ac.th)

คำกริยาเป็นชนิดคำพื้นฐานที่สำคัญมากของทุกภาษาในโลก คนต่างวัยกันย่อมเลือกใช้คำกริยาที่แตกต่างกันเพื่อสะท้อนความคิดของคนแต่ละกลุ่มอายุได้ อายุจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาษามีการแปร (Variations) โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ผู้วิจัยสังเกตเห็นว่ามีการใช้คำใหม่ๆ เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มเพื่อให้นำสมัยอยู่เสมอ ทั้งนี้ได้รับอิทธิพลตามสื่อต่างๆ ด้วยเช่นกัน เช่น การสร้างคำกริยา เดิมคำว่า เทพ เป็นคำนาม หมายถึง "เทวดา" แต่กลุ่มวัยรุ่นนิยมนำมาใช้ในบริบทที่หมายถึง "เก่งมาก" เช่น "นางเทพคอมพิวเตอร์คนเดียวในห้อง" คำว่า เทพ จึงกลายเป็นคำกริยา หมายถึง "นางเก่งด้านคอมพิวเตอร์มากคนเดียวในห้อง"

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คำกริยาที่แสดงลักษณะเด่นของภาษาวัยรุ่นไทย 2) เพื่อศึกษาการสร้างคำกริยาที่เป็นลักษณะเด่นของภาษาวัยรุ่นไทย 3) เพื่อวิเคราะห์หน่วยสร้างกริยาเรียงที่เป็นลักษณะเด่นของภาษาวัยรุ่นไทย โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นที่ใช้ภาษาไทยมาตรฐานเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวัน อายุ 11-22 ปี จำนวน 30 คน

ผลการศึกษาพบ 1) คำกริยาที่มีลักษณะเด่น 20 คำ 2) กระบวนการสร้างคำกริยา 5 กระบวนการ ได้แก่ การตัดคำ การยืมคำ การประสมคำ การเปลี่ยนหน้าที่ทางไวยากรณ์ การขยายความหมายกว้างขึ้น 3) หน่วยสร้างกริยาเรียงแบบใหม่ ซึ่งผู้วิจัยเรียกว่า "หน่วยสร้างกริยาเรียงแสดงความรู้สึก" (Expressive SVCs) หน่วยสร้างกริยาเรียงนี้ละเมิดกฎหน่วยสร้างกริยาเรียงทั่วไป โดยใช้คำกริยาแสดงสภาพ ในตำแหน่งที่ 2 หรือ 3 ในโครงสร้าง (ประธาน)+กริยาอาการ+กริยาแสดงสภาพ เช่น "นางเดินอ้วนอยู่สยาม" กลุ่มคำกริยาส่วนใหญ่ที่พบมีความหมายเกี่ยวกับรูปลักษณ์ ซึ่งสะท้อนมุมมองความรู้สึกของผู้พูดในกลุ่มวัยรุ่นไทยปัจจุบันที่
ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว

คำสำคัญ: คำกริยาในภาษาไทย, หน่วยสร้างกริยาเรียง, ภาษาวัยรุ่น

 
 

อิทธิพลทางความเชื่อของอาจารย์เจ้าของภาษาที่มีต่อการเสริมต่อแนวคิดการเรียนรู้ในห้องเรียนภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ
ยุวดี ทรัพย์สมบูรณ์ (yuwadee_sap@hotmail.com)
สุมิตรา สุรรัตน์เดชา (sumittra_s@hotmail.com)
สิงหนาท น้อมเนียน (snomnian@hotmail.com)

การจัดการความเชื่อของอาจารย์ที่มีต่อวิธีการสอน ให้มีความสอดคล้อง เหมาะสมกับสาขาวิชาที่สอน สามารถนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพขึ้น (Ashton, 1984; Goddard, Hoy, & Woolfolk Hoy, 2000; Wheatley, 2002) การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา อิทธิพลทางความเชื่อของอาจารย์เจ้าของภาษาที่มีต่อการเสริมต่อแนวคิดการเรียนรู้ เพื่อนำ ผลลัพธ์ที่ได้ไปเป็นแนวทางในการพัฒนาวิธีการสอนวิชาภาษาอังกฤษให้มีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละห้องเรียน โดยทำการศึกษากับ อาจารย์เจ้าของภาษา 1 ท่าน และนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคการศึกษาที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2556 ในมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 8 คน วิธีที่ใช้ในการเก็บข้อมูลได้แก่ การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ และการบันทึกเสียงสนทนา ผลการวิจัยที่ได้จากการวิเคราะห์บทสนทนาในห้องเรียนภาษาอังกฤษ และการสัมภาษณ์อาจารย์เจ้าของภาษา พบว่าความเชื่อของอาจารย์เจ้าของภาษาได้รับอิทธิพลมาจาก (1) ประสบการณ์ส่วนตัว (2) หลักสูตรอบรมเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ (3) การสอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย สำหรับอิทธิพลทางความเชื่อของอาจารย์เจ้าของภาษามีที่ผลต่อการใช้วิธีการเสริมต่อแนวคิดการเรียนรู้ มี 6 วิธี ดังนี้ (1) ใช้วิธีการสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยให้นักศึกษาจดจำรูปคำ และรู้ความหมายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ (2) ใช้วิธีการทวนคำถาม โดยเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยเพิ่มเวลาให้นักศึกษาทำความเข้าใจกับคำถามได้มากขึ้น (3) ใช้วิธีการเรียบเรียงคำถามใหม่ โดยเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยให้นักศึกษาคุ้นชินกับรูปแบบคำถามภาษาอังกฤษในลักษณะอื่น ๆ ได้ (4) ใช้วิธีการบอกใบ้คำ โดยเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยให้นักศึกษาหาคำตอบจากบริบทที่อาจารย์ชี้ให้เห็นได้ง่ายขึ้น (5) ใช้วิธีการเฉลยคำตอบ โดยเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยนำนักศึกษาเข้าสู่บทเรียนต่อไปได้ตามเวลาที่กำหนด (6) ใช้วิธีการออกเสียงคำ หรือวลีเป็นตัวอย่าง โดยเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยพัฒนาทักษะทางด้านการฟังของนักศึกษาได้ดีขึ้น ผลการศึกษาจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า วิธีการเสริมต่อแนวคิดการเรียนรู้ที่ถูกใช้ในห้องเรียนภาษาอังกฤษนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อของอาจารย์เจ้าของภาษา และวิธีการเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาการตอบคำถามด้วยปากเปล่าของนักศึกษา ดังนั้น การศึกษาอิทธิพลทางความเชื่อของอาจารย์ที่มีต่อการเสริมแนวคิดการเรียนรู้ อาจใช้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาด้านการเรียนการสอนให้มีความเหมาะสม เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละห้องเรียน

คำสำคัญ: ความเชื่อของอาจารย์, อาจารย์เจ้าของภาษา, แนวคิดการเสริมต่อการเรียนรู้, ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ

 
 

Intercultural effectiveness of international post-graduate students
John Chocce (oa4dlh_17@yahoo.es)
Yossiri Yossatorn (yossiri.y@gmail.com)

In the increasingly multicultural and multiethnic campuses it has become important to foster not only intercultural awareness and cultural sensitivity, but effective interaction among culturally diverse students. Therefore, this research studied whether or not a five-week Thai language course favors the development of intercultural effectiveness of international postgraduate students in a Thai public university. In doing so pre- and post-tests were administered. The population was all international post-graduate students registered in a Thai language course (N=35) in 2014. 25 respondents (n=25) accepted to take part in this study, 10 were females and 15 males, and the sample average age was 32. The research design was a quantitative study, the research instrument was the Intercultural Effectiveness Scale (IAS) along with a demographic questionnaire. The sampling method was purposive sampling. Results of the pre-test revealed that the study sample exhibited a moderate level of intercultural effectiveness. The post-test results showed students' transition from moderate to high level of intercultural effectiveness. However, the difference between the pre- and post- test was not statistically significant. Students scored the lowest on Behavioral Flexibility and the highest on Interactant Respect in the pre-test. After the completion of the 5-week Thai Language course students scored the lowest on Message Skills, while aintained scoring the highest on Interactant Respect. The paper concludes with a description of the study's limitations, discusses the implications of the findings for the increasingly multiethnic and international campuses, and finally presents suggestions for further studies.

Keywords: cross-cultural contact, foreign language, intercultural effectiveness, international students, study abroad, Thai language

 
 
 
Copyright © 2013 Journal of Language and Culture, Research Institute for Language and Culture of Asia, Mahidol University. All rights reserved.